มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่เฟสที่ท้าทายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข้อตกลงสำคัญในมาตรการ EV 3.0 และ 3.5 ที่กำหนดเงื่อนไขการผลิตชดเชยการนำเข้า ซึ่งหนึ่งในกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามองที่สุดคือ เกณฑ์ "EV Export Credit 1.5 เท่า" หรือการให้สิทธิ์ผู้ผลิตนับยอดการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน เท่ากับการผลิตชดเชย 1.5 คัน สำหรับการขายในประเทศ ซึ่งถือเป็นตัวเร่งสำคัญที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมยานยนต์ และพฤติกรรมผู้บริโภค
เดิมที ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องตั้งฐานการผลิตในไทยเพื่อผลิตชดเชยตามอัตราส่วนที่กำหนด เช่น 1:1 หรือ 1:1.5 คัน แต่ด้วยตลาดในประเทศที่มีขีดจำกัด การเปิดทางให้ ยอดส่งออก (Export Credit) มีมูลค่านับชดเชยได้สูงถึง 1.5 เท่านั้น เปรียบเสมือนการปลดล็อกให้ค่ายรถยนต์ระดับโลกเร่งเดินสายพานการผลิตเต็มกำลังการผลิต (Economies of Scale)
การแข่งขันนี้ส่งผลให้ภาคธุรกิจบริการขนส่งและการเดินทางในไทยตื่นตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการ เช่ารถ ที่เริ่มมองเห็นโอกาสในการปรับพอร์ตยานยนต์ให้ทันสมัย ต้นทุนต่อคันลดลง และเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐกำลังเร่งอัดฉีด
อานิสงส์สำคัญของมาตรการนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขบนใบสำแดงสินค้าส่งออก แต่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายด้าน:
การดึงดูดการลงทุนระดับ Tier-1 และ Tier-2: เพื่อให้ได้สัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ตามเกณฑ์ ค่ายรถยนต์จำเป็นต้องดึงซัพพลายเออร์แบตเตอรี่ มอเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาตั้งโรงงานในไทย ซึ่งช่วยรักษาตำแหน่ง "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" ไม่ให้สูญหายไปในยุคเปลี่ยนผ่าน
ความหลากหลายของโมเดลรถ: จากเดิมที่มีเพียงรถเก๋งซีดานหรือ SUV ขนาดเล็ก การผลิตเพื่อตอบโจทย์ตลาดโลกทำให้โรงงานในไทยเริ่มผลิตรถเชิงพาณิชย์และรถขนาดใหญ่มากขึ้น การมองหา รถเช่า รุ่นใหม่ๆ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรถยนต์สันดาปแบบเดิมอีกต่อไป ผู้บริโภคและองค์กรเริ่มมีตัวเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะทางมากขึ้น
การถ่ายโอนเทคโนโลยีสู่แรงงานไทย: ทักษะทางวิศวกรรมขั้นสูงกำลังถูกถ่ายทอดผ่านสายการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล ซึ่งจะกลายเป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต
เมื่อการผลิตขยายตัวสู่รถยนต์โดยสารและรถตู้พลังงานไฟฟ้า ตลาดการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมและองค์กรธุรกิจต่างเริ่มนำเทคโนโลยีสีเขียวเข้ามาผสานในแผนการเดินทาง การเดินทางรับรองแขก VIP หรือการจัดทริปประชุมสัมมนาเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่บริการอย่าง เช่ารถตู้พร้อมคนขับ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งให้ทั้งความเงียบ นุ่มนวล และตอบโจทย์เป้าหมายการลดคาร์บอน (ESG) ขององค์กรชั้นนำ
ในขณะเดียวกัน ตลาดกลุ่มท่องเที่ยวแบบครอบครัวหรือคณะทัวร์ขนาดเล็กที่ต้องการเดินทางระยะไกลแบบประหยัดพลังงาน ก็หันมาให้ความสนใจกับบริการ เช่ารถตู้ พลังงานทางเลือกมากขึ้น ความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นแรงกระตุ้นให้สถานีชาร์จแบบ DC Fast Charge กระจายตัวตามเส้นทางท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว
การที่ค่ายรถยนต์เร่งผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ตลาดเพื่อทำยอดชดเชย ยังส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและข้อเสนอทางการเงินที่ดึงดูดใจ ทำให้กระแสการ เช่ารถไฟฟ้า เติบโตแบบก้าวกระโดด ผู้ใช้งานทั่วไปที่ยังลังเลเรื่องการซื้อขาดเพราะกังวลเรื่องราคาขายต่อหรือการเสื่อมของแบตเตอรี่ เลือกที่จะทดลองใช้งานผ่านการเช่าระยะสั้นและระยะยาวแทน
แรงกระเพื่อมนี้ทำให้ผู้ประกอบการ บริษัทรถเช่า ทั่วประเทศต้องเร่งปรับตัว ทั้งการลงทุนระบบบริหารจัดการสถานะแบตเตอรี่ (Battery Telematics) การอบรมช่างซ่อมบำรุงเฉพาะทาง และการเจรจากับผู้ผลิตรถยนต์โดยตรงเพื่อจัดหายานพาหนะที่ได้มาตรฐานในต้นทุนที่แข่งขันได้
มาตรการ EV Export Credit 1.5 เท่า จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางภาษีระยะสั้น แต่เป็นหมุดหมายเชิงกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนให้ไทยก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยี สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค พร้อมทั้งยกระดับระบบนิเวศการเดินทางของประเทศให้เข้าสู่ยุคคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำนักงานใหญ่ รถเช่าดอนเมือง
ตั้งอยู่เลขที่ 279/57 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 10210
เวลาเปิดทำการ 08.00 – 20.00 น. ทุกวัน
Call center 02 – 002 – 4606
092-284-8660 / 090-638-4888 / 086-993-3082
Line ID : @ecocar
Email : info@thairentecocar.com
WhatsApp : 0869933082
ธนาคารไทยพาณิชย์
เลขบัญชี : 605-2588466
ชื่อบัญชี : บริษัท ไทยเร้นท์อีโก้คาร์ จำกัด
บัญชีประเภทออมทรัพย์
**อ่าน** เงื่อนไขสัญญาเช่า (คลิก)
