การขยับตัวครั้งสำคัญของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ในการเปิดสูตรคูณกระตุ้นอุตสาหกรรมใหม่อย่าง "Export Credit 1:1.5" กำลังกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่เขย่าโครงสร้างตลาดยานยนต์ในไทยอีกระลอก หลังจากที่มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างโจทย์ท้าทายเรื่องการผลิตชดเชยคืนสู่ระบบ
เดิมทีเงื่อนไขการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าภายใต้มาตรการสนับสนุนของภาครัฐ กำหนดให้ค่ายรถต้องผลิตชดเชยในประเทศตามอัตราส่วน 1:1 หรือ 1:1.5 ขึ้นอยู่กับกรอบเวลา ทว่าภาวะเศรษฐกิจในประเทศและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ทำให้การดูดซับรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดในประเทศเริ่มตึงตัว หากค่ายรถผลิตเพื่อขายในประเทศอย่างเดียว ย่อมเสี่ยงต่อปัญหาสต็อกล้นและสงครามราคาที่รุนแรงเกินควบคุม
บอร์ดอีวีจึงคลอดแนวทาง Export Credit โดยอนุญาตให้นำยอดการผลิตเพื่อส่งออกไปต่างประเทศมานับเป็นยอดผลิตชดเชยได้ และที่น่าสนใจคือการให้สิทธิประโยชน์แบบตัวคูณ เช่น การส่งออก 1 คัน สามารถนำมาหักลบกลบหนี้พันธสัญญาได้มากกว่าอัตราปกติ ซึ่งช่วยจูงใจให้แบรนด์ระดับโลกเร่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก (Export Hub) ไปยังตลาดพวงมาลัยขวาในภูมิภาคอาเซียน ออสเตรเลีย และยุโรป
การปรับตัวนี้ไม่ได้ส่งผลต่อเฉพาะผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงภาพรวมเศรษฐกิจและภาคการเดินทางในประเทศ ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนจากการซื้อขาดมาเป็นการพึ่งพาบริการรถเช่ามากขึ้น เพื่อทดลองขับขี่เทคโนโลยีใหม่โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องราคาขายต่อและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่เปลี่ยนเร็ว
การผลักดันให้เกิดการผลิตสเกลใหญ่ไม่ได้หยุดอยู่แค่กลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Cars) แต่เริ่มขยายตัวเข้าสู่กลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์และโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย โรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าหลายแห่งเริ่มสายการผลิตแพลตฟอร์มกระบะไฟฟ้าและรถบรรทุกขนาดเล็กเพื่อรองรับทั้งตลาดส่งออกและธุรกิจขนส่งสีเขียว
ในเมืองหลวงที่มีความหนาแน่นสูงอย่างกรุงเทพฯ องค์กรธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างมองหาทางเลือกการสัญจรที่ยืดหยุ่น การมองหาบริการรถเช่ากรุงเทพกลายเป็นทางเลือกยอดนิยมทั้งในกลุ่มคนทำงานและองค์กรที่ต้องการบริหารต้นทุนยานพาหนะให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ต้องนำเงินก้อนไปจมกับสินทรัพย์ถาวร
นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์สะอาดยังขยายวงไปยังภาคการเกษตรและการกระจายสินค้าสด ซึ่งต้องการความแม่นยำและการควบคุมอุณหภูมิระดับสูง ในช่วงฤดูกาลผลไม้หรือสินค้าประมง ผู้ประกอบการหลายรายเลือกใช้บริการเช่ารถกระบะห้องเย็นเพื่อควบคุมต้นทุนพลังงานต่อเที่ยวให้ต่ำลง และตอบรับกับแนวคิด Green Logistics ที่คู่ค้าต่างชาติตั้งเป็นเกณฑ์มาตรฐาน
เมื่อค่ายรถสามารถทำยอดส่งออกเพื่อชดเชยตามสูตร Export Credit ได้คล่องตัวขึ้น แรงกดดันที่ต้อง "ดัมพ์ราคา" รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อเร่งปิดยอดผลิตชดเชยจะลดความผันผวนลง ตลาดจะเริ่มปรับตัวเข้าสู่จุดสมดุลด้านราคาและคุณภาพบริการหลังการขาย
สำหรับผู้บริโภคทั่วไปและภาคธุรกิจ การมีรถยนต์หลากหลายเซกเมนต์ในระบบส่งผลให้ตัวเลือกในตลาดเปิดกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด:
การทดลองใช้งานจริง: สำหรับผู้ที่ยังลังเลเรื่องสถานีชาร์จ การเลือกเช่ารถมาใช้งานในชีวิตประจำวันสักระยะ ช่วยให้ประเมินความคุ้มค่าและพฤติกรรมการชาร์จไฟได้ชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อ
การใช้งานเฉพาะกิจในภาคธุรกิจ: ธุรกิจก่อสร้าง วิศวกรรม หรือเอสเอ็มอีที่ต้องการขนส่งวัตถุดิบชั่วคราว มักเลือกใช้งานรถเช่ากระบะตามรอบโปรเจกต์ แทนการผ่อนชำระระยะยาว
ความสะดวกสบายระดับพรีเมียม: ผู้บริหารและนักเดินทางเพื่อธุรกิจที่ต้องการความต่อเนื่องในการทำงานระหว่างเดินทาง นิยมเลือกใช้บริการเช่ารถพร้อมคนขับเพื่อตัดปัญหาเรื่องการขับเคี่ยวบนท้องถนนและการหาจุดชาร์จระหว่างวัน
สูตรคูณ Export Credit 1:1.5 ไม่ใช่เพียงแค่การประนีประนอมเงื่อนไขทางนโยบาย แต่เป็นสะพานเชื่อมให้ไทยรักษาตำแหน่ง "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" ไว้ได้ในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะเดียวกัน ความหลากหลายของยานยนต์ที่ถูกป้อนเข้าสู่ระบบอย่างสมดุล ก็จะช่วยขับเคลื่อนให้ทั้งตลาดซื้อขายและตลาดบริการยานพาหนะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพไปพร้อมกัน
สำนักงานใหญ่ รถเช่าดอนเมือง
ตั้งอยู่เลขที่ 279/57 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 10210
เวลาเปิดทำการ 08.00 – 20.00 น. ทุกวัน
Call center 02 – 002 – 4606
092-284-8660 / 090-638-4888 / 086-993-3082
Line ID : @ecocar
Email : info@thairentecocar.com
WhatsApp : 0869933082
ธนาคารไทยพาณิชย์
เลขบัญชี : 605-2588466
ชื่อบัญชี : บริษัท ไทยเร้นท์อีโก้คาร์ จำกัด
บัญชีประเภทออมทรัพย์
**อ่าน** เงื่อนไขสัญญาเช่า (คลิก)
