ในยุคที่ค่าครองชีพและต้นทุนทางธุรกิจพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การมองหาหนทางเซฟเงินในกระเป๋าจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ ของทั้งบุคคลธรรมดาและผู้ประกอบการ ล่าสุดข่าวดีที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการยานยนต์ในบ้านเราคือ ร่างมาตรการของกรมการขนส่งทางบกที่เตรียม "ลดภาษีรถยนต์ประจำปีลงถึง 80%" ซึ่งรอบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) เท่านั้น แต่ยังขยายคลุมไปถึงรถยนต์ไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อีกด้วย
ทว่ามาตรการนี้จะช่วยเยียวยากระเป๋าเงินของเราได้มากน้อยแค่ไหน และกลุ่มไหนที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด? เรามาเจาะลึกกัน
โดยปกติแล้ว อัตราภาษีรถยนต์ประจำปีจะคำนวณจากขนาดความจุเครื่องยนต์ (ซีซี) หรือน้ำหนักของตัวรถ ซึ่งหากมาตรการลดภาษี 80% นาน 3 ปี (สำหรับรถใหม่ที่จดทะเบียนตามช่วงเวลาที่กำหนด) มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไปได้เป็นจำนวนไม่น้อย ตัวอย่างเช่น:
รถยนต์นั่งส่วนบุคคล (เช่น รถตู้ไฟฟ้า) : จากเดิมที่เคยต้องจ่ายภาษีปีละประมาณ 800 บาท พอได้ส่วนลด 80% ก็จะเหลือจ่ายจริงเพียง 160 บาทต่อปีเท่านั้น
รถยนต์นั่งทั่วไปที่มีเครื่องยนต์ไฮบริด : จากเดิมที่อาจต้องเสียภาษีปีละ 1,500 - 3,000 บาท (ตามขนาด ซีซี) ก็จะลดลงเหลือเพียงหลักร้อยบาทต่อปี
แม้ว่าตัวเลขส่วนลดภาษีต่อคันอาจจะดูไม่ได้สูงเป็นหลักหมื่นหลักแสนบาทเมื่อเทียบกับราคารถ แต่สำหรับผู้ที่เลือกใช้บริการ เช่ารถนิติบุคคล หรือบริษัทที่มีกองยานพาหนะ (Fleet) ขนาดใหญ่ การประหยัดค่าภาษีสะสมในระยะเวลา 3 ปี ถือเป็นตัวเลขรวมที่ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอรถยนต์ขององค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับผู้ประกอบการและองค์กรยุคใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด การซื้อรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถไฮบริดมาเป็นสินทรัพย์ของบริษัทอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป เนื่องจากต้องเผชิญกับความเสี่ยงเรื่องราคาขายต่อและค่าบำรุงรักษาในอนาคต หลายบริษัทจึงหันมาพึ่งพาบริการ รถเช่านิติบุคคล ซึ่งนอกจากจะช่วยให้จัดการงบประมาณได้คงที่แล้ว การนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่เข้าเกณฑ์ลดภาษี 80% มาใช้งาน ยังช่วยให้บริษัทคู่ค้าหรือผู้ให้บริการสามารถทำราคาค่าเช่าที่คุ้มค่าขึ้นมานำเสนอได้อีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกใช้บริการ เช่ารถองค์กร ยังมีข้อดีในเรื่องของการนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้สูงสุดถึง 36,000 บาทต่อเดือนต่อคัน ซึ่งเมื่อนำมาประสมประสานกับแนวโน้มต้นทุนภาษีป้ายหรือภาษีประจำปีที่ถูกลงเนื่องจากนโยบายรัฐ ยิ่งทำให้แนวคิดการครอบครองรถยนต์ลดความนิยมลงไป
หากมองในมุมของความคุ้มค่าที่ยาวนานขึ้น การเลือกทำสัญญา รถเช่าองค์กร ควบคู่ไปกับมาตรการสนับสนุนด้านภาษีนี้ จะช่วยให้องค์กรไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจุกจิก เช่น ค่าประกันภัยชั้น 1 ค่าซ่อมบำรุง หรือค่าต่อภาษีประจำปี เพราะผู้ให้บริการจะเป็นฝ่ายดูแลจัดการให้ทั้งหมด
นอกจากนี้ สำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) หรือแม้แต่บุคคลธรรมดาที่ต้องการความชัดเจนในเรื่องของกระแสเงินสด การเลือก เช่ารถรายปี สำหรับรถยนต์พลังงานทางเลือก ถือเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาด เพราะคุณจะได้ใช้รถยนต์คันใหม่ที่มีเทคโนโลยีประหยัดน้ำมันหรือประหยัดไฟฟ้า โดยไม่ต้องควักเงินก้อนโตไปจมอยู่กับตัวรถ และไม่ต้องกังวลเรื่องการคำนวณภาษีประจำปีที่จะปรับเปลี่ยนไปตามนโยบายภาครัฐ
มาตรการลดภาษีรถยนต์ประจำปี 80% เป็นการตอกย้ำว่าภาครัฐเอาจริงกับการผลักดันประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ แม้ว่าเงินที่เซฟได้จากการลดภาษีต่อคันของบุคคลธรรมดาจะดูเป็นเงินจำนวนหลักร้อยหลักพันบาทต่อปี แต่สำหรับผู้ประกอบการที่เปลี่ยนมาใช้ รถเช่ารายปี ในรูปแบบ Fleet หรือรถประจำตำแหน่ง มาตรการนี้คือฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ช่วยให้ผู้ให้บริการรถเช่าสามารถควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่ออัตราค่าเช่าที่ถูกลงในท้องตลาด
ท้ายที่สุดแล้ว มาตรการนี้ไม่ได้ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าโดยตรงในปริมาณมหาศาล แต่เป็นตัวเร่งการตัดสินใจที่ดีเยี่ยม ที่จะทำให้ทั้งบุคคลและองค์กรหันมาเลือกใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเซฟ "ค่าน้ำมัน" และ "ค่าซ่อมบำรุง" ในกระเป๋าของคุณได้มากกว่าในระยะยาวอย่างแน่นอน
สำนักงานใหญ่ รถเช่าดอนเมือง
ตั้งอยู่เลขที่ 279/57 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 10210
เวลาเปิดทำการ 08.00 – 20.00 น. ทุกวัน
Call center 02 – 002 – 4606
092-284-8660 / 090-638-4888 / 086-993-3082
Line ID : @ecocar
Email : info@thairentecocar.com
WhatsApp : 0869933082
ธนาคารไทยพาณิชย์
เลขบัญชี : 605-2588466
ชื่อบัญชี : บริษัท ไทยเร้นท์อีโก้คาร์ จำกัด
บัญชีประเภทออมทรัพย์
**อ่าน** เงื่อนไขสัญญาเช่า (คลิก)
